มองความรักแบบ Design Thinking

529 Views  | 

Design Thinking โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่มักรู้จักกันว่าเป็นกระบวนการออกแบบรูปแบบหนึ่งในการสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ

มุมหนึ่ง Design Thinking ก็เริ่มถูกนำมาใช้ในการออกแบบชีวิตทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การหาความสุขให้ชีวิต หรือแม้กระทั่งเรื่องของความรัก ในหนังสือคู่มือออกแบบชีวิต (Designing Your Life) เขียนโดย Bill Burnet และ Dave Evans มองด้านการใช้ชีวิตของคนเราไว้ 4 ด้านด้วยกัน ความสุข การทำงาน สุขภาพ และความรัก จะเห็นได้ว่าความรักถือเป็นเป็นหัวข้อใหญ่ที่ต้องพูดถึงและคำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ หากคิดอยากออกแบบชีวิตของตัวเราเอง


“ รักออกแบบไม่ได้ ”   เราน่าจะคุ้นๆ กับคำนี้จากการการเป็นชื่อหนังสุดคลาสสิคของไทยเรื่องหนึ่ง ความเข้าใจของคนเราความรักคือเรื่องของความสัมพันธ์ ความรู้สึก มันซับซ้อนจนเกินกว่าจะนิยามออกมาเป็นคำว่าออกแบบ จริงหรือ?


 ล้มเหลวและผิดหวังในความสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าเราออกแบบความรักไม่ได้   
เอาเข้าจริงแล้วความหมายของการออกแบบในมุมมองความรักแบบ Design Thinking ไม่จำเป็นที่จะต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก นั่นหมายความว่า Design Thinking อนุญาตให้ล้มเหลวได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือเราจะนำความล้มเหลวนั้นกลับมาใช้ออกแบบความรักอีกครั้งได้อย่างไร


ด้วยความเข้าใจ

ตามทฤษฎีของ Design Thinking การจะออกแบบความรัก ความสัมพันธ์ต้องเริ่มจากความเข้าใจ แน่นอนว่าการทำความเข้าใจนี้ไม่ได้หมายถึงการคิดแทน หรือพยายามทำความเข้าใจอีกฝั่งจากความรู้สึกของตนเอง (คิดไปเอง) แต่หมายถึงเขาหรือเธอต้องการอะไรจากรูปแบบความสัมพันธ์เพื่อให้ได้ความเข้าใจจนนำไปสู่ความต้องการที่ซ่อนอยู่ หลายครั้งเราเลยเห็นว่าการเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างกับคนรักบางครั้งไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป นั่นไม่ได้หมายความว่าการเซอร์ไพรส์ไม่ดี แค่เราขาดความเข้าใจต่อคนรักต่างหาก เพราะหลายครั้งเรามักคิดไปเองแล้วไปเรียกสิ่งนั้นว่าความเข้าใจ ซึ่งสิ่งที่จะช่วยได้ นั้นคือการสื่อสารที่ดี การสังเกตุ หรือบางครั้งถ้าไม่เข้าใจจริงๆ เลือกที่จะถามออกไปตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


ด้วยการทดลอง

ความรัก ความสัมพันธ์นในมุมของ Design Thinking เป็นมากกว่าความรู้สึก เพราะรักที่แท้จริงต้องควมคู่กับเหตุผล และเพื่อให้ความรู้สึกกับเหตุผลอยู่ด้วยกันเราเลยต้องทำการทดลอง การที่เราจะรัก หรือได้รับความรักจากใครสักคน มันไม่ได้เกิดจากการมองตากันเพียงไม่กี่วินาที แต่เราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ผ่านการทำกิจกรรมการ ความผิดหวัง สมหวัง ดีใจ เสียใจ ผลลัพธ์จากการใช้เวลาร่วมกันเหล่านี้คือประสบการณ์จากการลองผิดลองถูก ไม่มีอะไรถูกใจใครได้แต่ครั้งแรกเสมอไปในนิยามของ Design Thinking เราเรียกสิ่งนี้ว่าการทดลอง แล้วคุณลองให้โอกาสตัวเองกับในการทดลองความรักหรือยัง?


ด้วยการปรับตัว

จากประสบการณ์ที่ได้สู่การปรับตัว ใน Design Thinking ในขั้นของการทดลองเราจะได้สิ่งหนึ่งกลับมาเสมอ เราเรียกสิ่งนั้นว่า “Feedback” ถ้าให้เข้าใจง่ายมันก็คือ ข้อแนะนำ คำติเตียน ความชอบ ความไม่ชอบ ทุกอารมณ์ร่วมจะถูกบอกต่อ (หรือเรารู้เอง) สิ่งนี้จะถูกนำมาปรับให้ความรักมันดีขึ้น ในมุมหนึ่งอาจมองว่ามันคือการง้อ แต่ความจริงการง้อคนรักที่ดีมันต้องควบคู่ไปกับการปรับตัว ถ้าง้อเฉยๆ แต่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรผลลัพธ์ที่ได้ก็คงเหมือนเดิม ในขั้นการปรับตัวนี้จึงสำคัญ อยากไปได้ดีในเรื่องของความรัก จงปรับตัวให้เป็น และอย่าพยายามคิดไปองว่าคนรักของเราอยากให้เราเป็นอย่างไร และปรับตัวจากความรู้สึกพาไป


จริงๆ แล้วการมองความรักแบบ Design Thinking ไม่ใช่เรื่องของกระบวนการที่ทำแล้วดูยุ่งยาก แต่มันเป็นธรรมชาติของคนเราอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะดึงสิ่งนั้นออกมาทำเป็นรูปธรรม หรือทำจากความเข้าใจจนกลายเป็นนิสัยได้อย่างไร เชื่อว่าหากทำได้มุมมองและผลลัพธ์เรื่องของความรักของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน


สุดท้ายขอยืมคำพูดของคุณบิ๊ก คำนี้ดี มาปิดท้ายด้วยว่า    “ Design Thinking ก็สามารถนำมา Design Love Life ของคุณได้ด้วยเช่นกัน ” 

#ขอให้สมหวังกับความรักในเดือนแห่งความรักนะครับ
   
John Doe
Ping Content Creator
หนุ่มนักศึกษาปริญาโท โตอยู่เชียงใหม่ผู้ไม่ทานน้ำพริกหนุ่มแต่กินน้ำพริกอ่อง
"รักในการอยู่คนเดียว แต่ชอบท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม"


Powered by MakeWebEasy.com