Resilient Relationship “ วิธีจัดการความสัมพันธ์ที่ไม่ยืดหยุ่น ”

373 Views  | 


นี่ก็จะเลยเดือนแห่งความรักไปแล้วสินะ แต่ทว่าปีนี้ทำไมรู้สึกเหนื่อย ๆ อึน ๆ  เฮ้อ…! ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศงานก็ต้องทำให้ได้ ความรักก็ต้องเอาให้รอด วันแห่งความรักปีนี้มันไม่เหมือนปีที่ผ่านด้วยหลาย ๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมาจาก

ความเครียดจากสภาพเศรษฐกิจ  ความกังวลด้านสุขภาพเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19   รูปแบบการทำงานแบบ Work from Home ที่ดูเหมือนจะเหนื่อยมากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ  และไหนจะต้องบรรลุเป้าหมายการทำงานหรือ KPIs ที่ในปีนี้หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก สิ่งเหล่านี้สร้างความกดดันและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์รอบตัวทั้งที่ทำงานและชีวิตส่วนตัว  ถ้าความสัมพันธ์ในที่ทำงานไม่ดี รู้สึกไม่ชอบ เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าที่อาจจะตามงานเราบ่อยเพราะเขาก็เครียดเหมือนกัน มันก็ทำให้เรารู้สึกไม่อยากทำงานด้วยใจ หรือไม่ engage กับงาน และถ้าเราแบกความเครียดจากงานมาสู่พื้นที่ส่วนตัว ก็จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรากับคนรักหรือคนในครอบครัวของเราได้

MindDojo  ขอเสนอ Tips  การสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ( Resilient relationship )  ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราก้าวผ่านความท้าทายในเรื่องการรักษา
ความสัมพันธ์ให้ราบรื่นสู้วิกฤตโควิด


เริ่มด้วยการเข้าใจตัวเองและรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือการมี empathy ต่อคนที่เราร่วมงานด้วย

ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติแต่ละคนมีธรรมชาติ หรือรูปแบบการทำงานส่วนตัว ที่อาจขาดการตระหนักรู้แสดงออกมามากเกินไปจนคนที่ร่วมทีมอึดอัดใจ จนไม่อยากจะร่วมงานด้วย เช่น บางคนชอบเสนอทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า แต่เป็นสิ่งที่ทีมไม่เคยทำมาก่อนเพื่อให้ได้ลูกค้ามา แต่ปรากฎว่าคนที่เราทำงานด้วย เป็นคนที่ทำตามขั้นตอน ระเบียบแบบแผนการทำงานทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความไม่ชอบรูปแบบการทำงานของแต่ละฝ่าย อาจเกิดความขัดแย้งในแนวทางการทำงาน  คนหนึ่งก็รู้สึกว่าถ้าไม่ทำวิธีนี้ก็ไม่ทันกิน เสียลูกค้าแน่ ๆ  อีกคนก็มองว่าอีกฝ่ายไม่มีมาตรฐานในการทำงาน ไม่อยากทำงานร่วมกันอยากจะเปลี่ยนทีม แต่ละฝ่ายเริ่มมีมุมมองที่เป็นลบต่อกัน และส่งผลให้มีพฤติกรรมที่เป็นลบตามมา เช่น ไม่สนใจไม่ให้ความสำคัญ ไม่อยากคุย  ไม่แสดงความชื่นชมในสิ่งดี ๆ ของอีกฝ่ายระบายความรู้สึกเชิงลบในการทำงานร่วมกันให้คนอื่นฟัง หรือที่เรียกว่า เม้าท์เพื่อนร่วมงาน

ดังนั้น ควรให้ทีมงานได้มีโอกาสพูดคุยกันเรื่องสไตล์การทำงานของแต่ละคนในทีมอย่างเป็นทางการ  แต่ถ้าพูดไม่เก่งไม่รู้จะบอกรูปแบบการทำงานของตนเองอย่างไร การทำแบบทดสอบเพื่อให้เข้าใจตนเองก็เป็นตัวช่วยที่ดี ที่ทำให้ทีมงานสามารถเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น เช่น Clifton StrengthsFinder, MBTI, DISC

นอกจากนี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ John Gottman, The Magic Relationship Ratio ว่าด้วยเรื่องอัตราส่วนความสัมพันธ์ที่มีสุขภาพดีที่ทำการวิจัยในคู่สมรสยังไม่มีผลวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มตัวอย่างของผู้ทำงานร่วมกัน แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้  งานวิจัยนี้บอกว่าต้องใช้การปฏิสัมพันธ์ที่เป็นบวกอย่างน้อย 5 ครั้งต่อความสัมพันธ์เชิงลบที่เกิดขึ้น 1 ครั้ง เพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์ให้มีสุขภาพดี ฉะนั้นวันนี้ลองคำนวณกันเล่น ๆ ดูว่า คู่ของเราต้องใช้เรื่องบวกเยอะกันขนาดไหน  แต่ถ้าใครทำเรื่องบวกกักตุนไว้ในกระเป๋ามากหน่อยก็สบายใจได้

ดังนั้น การสร้างแนวคิดเชิงบวก การส่งเสริมพฤติกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก (positivity) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทีมงานด้วยเช่นเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันในช่วงภาวะวิกฤต  หัวหน้างานหรือทีม HR ควรส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างแนวคิดเชิงบวกในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในปีนี้

Powered by MakeWebEasy.com