มารู้จัก Clubhouse กับการแพร่กระจายของมัน ผ่านทฤษฎี Diffusion of Innovation

540 Views  | 

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีใครไม่เคยได้ยิน Application น้องใหม่ไฟแรงนามว่า “Clubhouse” โซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้พูดคุยกันผ่านเสียง (Audio Chat) โดยมีผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ผู้พูด (Speaker) และผู้ฟัง (Listener) เสวนา/พูดคุย/ถกเถียงกันผ่านแพลตฟอร์มนี้ ตามเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาสนใจ

มันกลายเป็นโซเชียลมีเดียลูกผสมระหว่างห้องแชทพูดคุยกับการฟังวิทยุสด ที่พูดคุยกันได้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล ตั้งแต่ ความรู้ทั่วไป เศรษฐกิจ การเมือง ภาพยนตร์ เพลง แม้กระทั่งเม้ามอยกันเรื่องดารา เรียกได้ว่าเลือกเข้าไปฟังกันได้ตามสบาย แต่...ข้อจำกัดคือการจะเริ่มต้นใช้งานแอปนี้ในตอนแรกต้องได้รับการชวน (Invite) จากเพื่อนที่คุณมีเบอร์โทรเท่านั้น (เริ่มต้นจะมีคนละ 2 Invitation) และที่เป็นข้อจำกัดมากๆ เลยคือ คุณต้องใช้ระบบ iOS เท่านั้นถึงจะใช้งานได้ ทำให้สาวก Android งอนไปตามๆ กัน (รออีกหน่อยนะ เพราะตอนนี้ Start-up ผู้พัฒนาแอปนี้มีสมาชิกเพียง 12 เอง)

 

Clubhouse มีจุดประสงค์ให้คนสามารถแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็น กับเพื่อนใหม่ทั่วโลกภายใต้ Community ที่พวกเขาให้ความสำคัญ แตกต่างจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่เน้นการโพสต์ข้อความ ความคิดเห็น หรือรูปภาพ ทำให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกันมากขึ้น จึงเป็นทางเลือกของผู้ที่ต้องการใช้โซเชียลมีเดียในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นเหมือนชุมชนย่อมๆ ตามชื่อ “Clubhouse” นั่นเอง


ผมขอไม่พูดถึงวิธีการใช้งานหรือ
ฟังก์ชันต่างๆ ของ Clubhouse แต่จะพูดคุยว่าทำไม Clubhouse ถึงสร้าง Impact ให้กับโลกโซเชียลมีเดียได้ขนาดนี้? เกิดอะไรขึ้น? ใครคือผู้เริ่มใช้งานมัน? ซึ่งจะพาทุกท่านไปสู่จุดเริ่มต้นความโด่งดังของแพลตฟอร์มนี้ โดยอธิบายผ่านทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรม เพื่อให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องและการนำไปประยุกต์ใช้ได้ครับ

ทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรม หรือ Diffusion of Innovation เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์เมื่อมีผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าคนทุกคนจะ “ยอมรับ” และใช้งานสิ่งนั้นในทันที (หรือที่เรียกว่า Innovation Adoption) แต่จะมีลักษณะพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งนักสร้างนวัตกรรม นักการตลาด ฯลฯ ต่างก็สามารถนำเอาลักษณะพฤติกรรมเหล่านี้ไปวางกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการได้ โดย Everett Roger เจ้าของทฤษฎีดังกล่าว ได้อธิบายลักษณะพฤติกรรมออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

 - Innovators หรือกลุ่มล้ำสมัย (2.5%) คนกลุ่มแรกของสังคมที่จะทดลองใช้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ชอบความแปลกใหม่ มีความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีในระดับสูง

 - Early Adopter หรือกลุ่มนำสมัย(13.5%) กลุ่มคนที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มีความกล้าเสี่ยง ค่อนข้างมีฐานะ และมักจะเป็นนักวิชาการหรือผู้มีชื่อเสียงในสังคม

- Early Majority หรือกลุ่มทันสมัย (34%) กลุ่มคนที่อยากใช้สิ่งใหม่บ้าง แต่ต้องคิดตัดสินใจหลายรอบ จะเริ่มใช้นวัตกรรมเมื่อมันใช้งานได้จริง มักจะดูการตัดสินใจของสองกลุ่มแรก

- Late Majority หรือกลุ่มตามสมัย (34%) กลุ่มคนที่จะใช้งานก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องใช้ นวัตกรรมเหล่านั้นจะต้องได้รับการยอมรับอย่างทั่วถึง และสามารถเข้าถึงได้ง่าย

- Laggards หรือกลุ่มล้าสมัย (16%) กลุ่มคนหัวโบราณ ไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง จะใช้นวัตกรรมก็ต่อเมื่อคนรอบๆ ข้างยืนยันแล้วว่าดี และถูกบังคับให้เปลี่ยน



จากทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรม เมื่อนำมาวิเคราะห์กับเหตุการณ์ Clubhouse ครองเมือง ก็จะพบได้ว่า จริงๆ แล้ว Clubhouse ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2020 แล้ว และแอปก็มีแนวโน้มการดาวน์โหลดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่มาเปรี้ยงปร้างก็เพราะว่า Elon Musk ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX ได้ใช้แอปนี้คุยกับ Vladimir Tener ซีอีโอโบรกเกอร์เทรดหุ้น Robinhood เกี่ยวกับกรณีการปั่นหุ้นของ GameStop ที่กำลังเป็นกระแสในตอนนั้น ซึ่งการปรากฎตัวบนแอปของเขา ทำให้ผู้เข้าร่วมห้องสนทนาเต็มความจุ 5,000 คน และอีกไม่กี่วันต่อมา Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ก็เข้าไปร่วมห้องสนทนาห้องหนึ่งซึ่งส่งผลให้แอปถึงกับล่มเลย ทั้งสองคนนี้ต่างเป็น Innovator ตามทฤษฎี ที่ช่วยผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์การใช้แอปที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ดึงความสนใจจากคนทั่วโลกให้จับจ้องไปที่แอปนี้ จนไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาในประเทศไทยก็เกิดกระแสนิยมใช้งานแอปนี้เพิ่มสูงขึ้น และก็เกิดกลุ่ม Early Adopter ในประเทศหลายราย ที่เป็นคนผลักดันให้ Clubhouse ในไทยฮิตติดลมบนเหลือเกิน ซึ่งส่วนใหญ่ Early Adopter ในไทยจะเป็นเหล่า Tech Start-up ดังๆ นักลงทุน นักการตลาด Influencer ฯลฯ ที่คอยสร้าง Community ให้คนทั่วไปได้เข้าไปเสพเนื้อหากันมากมาย จนในที่สุดกลุ่ม Early Majority หรือกลุ่มคนทันสมัยก็หันมาบริโภค Clubhouse เพิ่มมากขึ้น จากการนั่งคิดพิจารณาแล้วว่า สองกลุ่มแรกที่ใช้งานไปต่างก็เกิดแรงกระเพื่อมในกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดก็ต้องลองเล่นดูกับเขาบ้าง จะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง

สถานการณ์ต่อไปของ Clubhouse จะเป็นอย่างไรนั้น น่าติดตามเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีพฤติกรรมกลุ่มคนทั้ง 3 ประเภทแรก ตามทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรมเกิดขึ้นแล้ว แต่การทำให้ไปถึงกลุ่ม Late Majority นั้น ค่อนข้างยากพอสมควรที่เดียว เพราะข้อจำกัดในการอยู่บนระบบ iOS เพียงอย่างเดียว ทำให้แอปเข้าถึงได้ยาก (แต่ก็มีข่าวมาว่าผู้พัฒนาก็พยายามให้แอปถูกพัฒนาบน Android ด้วยเช่นกัน) และพฤติกรรมแบบ Laggards จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ Clubhouse กลายเป็นนวัตกรรมภาคบังคับในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น ถึงจะมีผู้ใช้งานจาก Laggards หลุดไปใช้งานมัน

และทั้งหมดคือเรื่องราวของ Clubhouse แอปมาแรงแซงทางโค้งในปี 2021 กับการแพร่กระจายของมันผ่านทฤษฎี Diffusion of Innovation ครั้งหน้าหากมีกระแสอะไรน่าสนใจ ผมจะลองจับมาเขียนผ่านทฤษฎีต่างๆ อีกนะครับ ตอนนี้ขอตัวไปฟัง Clubhouse ก่อนนอนนะครับ ^^

Powered by MakeWebEasy.com